อู่เล็กๆที่เรียกว่าบ้าน (12)
ชวศิลป Firefly Upscaler 4x scale
แม่ OK3
P1683724
DSC03681
P1685080

Shock Point คือใคร?

Shock Point คือใคร?

“Shock Point” คือ อู่ที่พวกเรา ช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ คนละไม้ละมือ ของครอบครัวเล็ก ๆ ที่จะพยายามพัฒนาให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง พวกเราอยากให้ที่นี่เป็นมากกว่าอู่เซ็ตโช้คทั่วไป และอยากเป็น “บ้าน” ที่อบอุ่นใจสำหรับทุกคนที่แวะมาเจอกัน

เรื่องราวของ Shock Point

Shock Point อู่เล็ก ๆ ที่เรียกว่าบ้าน จุดเริ่มต้นของ Shock Point เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. 2558 เนื่องจากน้าโตหรือป๋าโตของพวกเรา อยากเปลี่ยนอาชีพ และอยากหางานที่สามารถทำอยู่กับบ้านอยู่กับครอบครัวได้ จากที่แต่ก่อนป๋าโตต้องเดินทางไปขายของไกล ๆ ห่างลูกเมียครอบครัวบวกกับประสบการณ์ในการแข่งขันรถ Off road ของป๋าโต ซึ่งจะมีการปรับจูนโช้ครถแข่งของตัวเองทำให้ป๋าโตได้สะสมความรู้ความชำนาญด้านนี้มานานมากกว่า 20 ปี จึงเกิดเป็นไอเดียที่อยากทำอู่รถยนต์เฉพาะทางเกี่ยวกับการปรับเซ็ตโช้คขึ้นมา

บริการที่เราพร้อมให้คุณ

สินค้าขายดีประจำ Shock Point

MONOTUBE 2.0 (FRONT/REAR)

ADJUSTABLE 8 STEP (FRONT/REAR)

ปรับ 8 ระดับ 2.0 หน้า และปรับ 8 ระดับ สายยาว 2.0 หลัง

TUNE SERIES (FRONT) BY PASS 2.5 (REAR)

ปรับระดับ 2 ทาง 2.5 หน้า และบายพาส 2.5 หลัง

งานจัดทรงรถ

ที่คุณเลือกได้

REVO

ปีกนกปรับองศาหน้า

ราคาเริ่มต้น 11,000 บาท

ราคาเริ่มต้น 6,500 บาท

ราคาเริ่มต้น 2,400-3,400 บาท

ราคาเริ่มต้น 1,900 บาท

600 บาท

V-CROSS

ปีกนกปรับองศาหน้า

ราคาเริ่มต้น 11,000 บาท

ราคาเริ่มต้น 6,000 บาท

ราคาเริ่มต้น 2,400-3,400 บาท

ราคาเริ่มต้น 2,500 บาท (สำหรับ ปี2020 ขึ้นไป)

600 บาท

MU-X

ปีกนกปรับองศาหน้า

ราคาเริ่มต้น 11,000 บาท

ราคาเริ่มต้น 800 บาท

1,500 บาท

600 บาท

MU-X004 CARMU-X004 CAR
อีซูซุ
REVOPRERUNNER04 copyREVOPRERUNNER04 copy
โตโยต้า

ทำไมต้องเลือกเรา ?

เราเป็นอู่เฉพาะทางด้านโช้ค

เราเป็นศูนย บริการโช้คและช่วงล่างครบวงจร

เราเชี่ยวชาญด้านโช้คและช่วงล่าง สำหรับ รถกระบะ และรถ PPV

เรามีทีมงานคุณภาพที่ใส่ใจรถคุณในทุกขั้นตอน

ทำไมต้องเลือกเรา ?

เราเป็นอู่เฉพาะทางด้านโช้ค

เราเป็นศูนย์บริการโช้ค และช่วงล่างครบวงจร

เราเชี่ยวชาญด้านโช้ค และช่วงล่างสำหรับรถกระบะ และรถ PPV

เรามีทีมงานคุณภาพที่ใส่ใจรถคุณในทุกขั้นตอน

(ลุง)โตตอบตรง

คำถาม: ยางกินเป็นบั้ง ๆ เกิดจากอะไร เป็นที่โช้คหรือไม่?
คำตอบ:

1. อาการกินเป็นบั้งเฉพาะนอกหรือใน อันนี้อันดับแรก คือ มุมศูนย์ล้อไม่ได้ หรือยางกินใน อาจจะเป็นที่ลายดอกด้านนอก และด้านในเป็นคนละลายกัน
2. กินเป็นบั้งทั้งหน้ายาง
    2.1) เกิดจากโช้คเสีย ลูกหมากหลวม บู๊ทปีกนก บู๊ทอาร์ม เริ่มหมดสภาพ ถ้าเช็คแล้วปกติก็ไม่มีปัญหา
    2.2) เกิดจากธรรมชาติของลายดอกยาง โดยเฉพาะ ยาง MT และAT ยางลุย ๆ ดอกหยาบใหญ่ ใส่กับกลุ่มรถคานแข็ง มักจะไม่เจอปัญหานี้หรือเจอแต่น้อยมาก ๆ เพราะเวลารถวิ่ง มุมองศาล้อมันเปลี่ยนน้อยแตกต่างจากรถปีกนก เวลารถยืดยุบ มุม toe-in-out , camber เปลี่ยนตลอดเวลา จะเจอรถช่วงล่างปีกนกหน้า ถ้าเผลอลืมสลับยางบ่อย ๆ อาการเป็นบั้งจะมี
3. กินกลางยาง กินขอบนอก ข้อนี้ส่วนมากจะเจอกับรถบรรทุกหลัก ๆ ก็มาจากลมยางเพราะฉะนั้น เวลายางเป็นบั้งใครบอกว่าโช้คเสีย ให้ดูว่าเราขับรถอะไร ใช้ยางแบบไหน จึงค่อยตัดสินใจเปลี่ยน
ข้อควรสังเกตุ: โช้คเดิม ๆ ยาง ล้อ HT เดิม ๆ เขาไม่เห็นเจอปัญหานี้เลย มีแต่ % น้อยกว่ามาก ๆ หรือทางกลับกัน ยาง MUD ยางตะขาบ ใส่รถตระกูลปีกนก แทบจะไม่มีใครใช้จนดอกยางหมด มันจะกินเป็นบั้งก่อนหมด หรือการถ่วงล้อไม่ลงก็จะเกิดปัญหาอาการกินยาง

คำตอบ:

ผมเติมไนโตรเจน วิ่งนุ่มขึ้น สำหรับลมธรรมดา กับรถธรรมดา ๆ สมมุติ เราเติม 30 psi วิ่งไปสักพัก ๆ มันก็จะขยายตัวประมาณ 10% เช่น ถ้าอยากได้ 33 psi ก็เติมแค่ 30 psi แต่ถ้ารถบรรทุกหนัก อาจจะขยายได้ถึง 20% ขึ้นไป ถ้าร้อนมาก ๆ หรือลมยางขยายมาก ๆ ไปถึง MAX สุดก็มีโอกาสทำให้ยางระเบิด เวลาเราไปเติมไนโตรเจนตามร้านยาง เรามั่นใจได้ยังไงว่าได้ไนโตรเจนจริงๆ เครื่องใช้นาน ๆ กรองระบบบางที่เปลี่ยนไหมไม่รู้ และที่แน่ ๆ (จากการลองรถลูกค้า) ผมว่าที่เติม ๆ กันนี้มันขยายตัวเท่าลมธรรมดา แค่วิ่งเทส 20-30 นาที จะขึ้นมา 2-3 psi แล้ว
#สูตรผีบอก (เติมไนโตรเจนยางจะไม่ค่อยซึม) ในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ 70% เขาเล่าว่าไนโตรเจน โมเลกุลมันใหญ่กว่า มันเลยไม่ซึมออกมาจากยาง ส่วน 30% ที่เหลือเป็นออกซิเจน มันซึมออกมา พอเราเติม (ลมธรรมดา) ซ้ำๆ หลายครั้ง เปอร์เซ็นต์ ไนโตรเจนมันจะเพิ่มขึ้นเอง เพราะตัวอื่น ๆ มันซึม

คำตอบ:

ตอบข้อที่ 1 รั่วบ่อยไหม คนที่เจอก็จะบอกว่าบ่อย คนที่ไม่เจอก็บอกว่าทนไม่เป็นอะไร แต่จากสถิติที่เจอตอนนี้ คือ รถที่ติดตั้งที่ SHOCK POINT 200 คัน ผมเจอรั่วก่อนหมดประกัน 1 ปี เจอ 1 ต้น = ทุก ๆ 800 ต้นจะเจอโช้ครั่วก่อนหมดประกัน 1 ต้น กรณีไม่รั่วสามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลานาน 2-3 ปี หรือ 100,000 กม.
ตอบข้อที่ 2 อายุใช้งานโดยเฉลี่ย 70,000-100,000 กม. เพราะเวลาใช้งานไป น้ำมันโช้คจะเปลี่ยนแปลงค่าความหนืด ควรเอามารื้อเปลี่ยนซีลและน้ำมัน หลัก ๆ ดูที่ฟิลลิ่ง ถ้ายังขับดีอยู่ สามารถใช้งานได้ยาว ๆ ไปครับ
ตอบข้อที่ 3 ค่าซ่อมเท่าไหร่ ข้อนี้แล้วแต่ความเสียหาย
ค่าเซอร์วิส:
ถ้าแค่ เปลี่ยนซีลโช้ค ค่าแรง+ค่าอะไหล่ เริ่มต้นประมาณ 500-1,500 บาท/ต้น แล้วแต่รุ่น
ถ้า โอเวอร์ฮอลโช้ค อาจอยู่ที่ 2,000-5,000 บาท/คู่ ขึ้นอยู่กับรุ่นโช้ค

คำตอบ:
เอาแบบจบ ๆ คำถามง่าย ๆ แต่แอดมินตอบยากมากครับ หลัก ๆ มาจากงบเพราะมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน ผมแนะนำวิเคราะห์จากงบประมาณเราเองครับ จะบอกว่าต้องตัวแพงจบก็ไม่ใช่ บางคนใส่โช้คชุดละแสนถ้าเขาไม่พอใจมันก็ไม่จบ บางคนโช้คเดิม ๆ ขับได้ ขับดี จนขายรถเลิกใช้ไป โช้คเดิมขับดี ๆ ไม่มีอุบัติเหตุ โช้คแพง ๆ ขับประมาท อุบัติเหตุก็มาก บางคนงบเหลืออาจจะชอบแต่งรถ แต่อยากประหยัด วันข้างหน้าเสียสองเด้ง กลุ่มนี้ บางคนต้องเล่นตัว TOP เพื่อความสบายใจ บางคนงบน้อย จะใช้ตัวที่เกินงบ มันก็ไม่สบายกระเป๋า จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ
คำตอบ:

เลขไมล์เป็นแค่ตัวเลข แต่ฟีลลิ่งการขับขี่สำคัญกว่าเยอะ ถ้ารถยังตอบสนองดี ขับแล้วมั่นใจ ก็ใช้ต่อได้แบบสบายใจ บางคนซีเรียสกับเลขไมล์มาก แต่จริง ๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับการดูแลรักษามากกว่า บางคันวิ่งมาแค่ห้าหมื่น แต่ดูแลไม่ดี เครื่องพังยับก็มี ส่วนบางคันแตะสองแสน แต่เจ้าของดูแลดี ขับแล้วเนียนกริ๊บก็เยอะแยะ
คุณเองเป็นสายเน้นฟีลขับขี่ หรือว่าเช็กเลขไมล์เป็นหลักเวลาจะใช้รถต่อยาวๆ?

คำตอบ:

คำถามที่เจอประจำครับ เพราะโช้คที่ผมขาย มีราคาตั้งแต่หมื่นปลาย ๆ จนแตะแสนบาท และก่อนตอบ ผมก็รู้คำตอบดีเวลาคุณซื้อของ ส่วนมากคุณเอาอะไรเป็นตัวตั้ง คุณภาพ ราคา ความคุ้มค่า แต่จริง ๆ ส่วนมากเกิน 90% มีงบที่จะจ่ายในใจ บวกลบ ตามเหตุผลได้นิดหน่อย บางคนผมฟันธงตอบ ว่าพี่มีเงิน พี่เอาดี ๆ ไปเลย จบทีเดียวครับ เดี๋ยวสงสัยอยากเปลี่ยน จะเสียดายที่ซื้อไป บางคนงบน้อย ผมมั่นใจว่าโช้คเดิม ๆ มันก็ใช้งานได้ดี วิ่งได้ใช้กันมากที่สุด ผมบอกเอาที่เราไหว สบาย ๆ ครับ ตัวราคาเริ่มต้น ก็ขับดีแล้วครับ หรือ บางคนผมถามกลับว่า คุณเป็นคนเรื่องมากไหมครับ ถ้าไม่เรื่องมาก ตัวถูก ๆ ก็พอ ถ้าเรื่องมากเป็นคนละเอียด ขี้สงสัย เอาที่ปรับได้ แพงหน่อยแต่ตอบโจทย์ ส่วนลูกค้าที่น่ากลัวสุด คือกลุ่มลูกค้าในตำนาน ฟังเยอะ อาจารย์เยอะ ตามห้องเพจต่าง ๆ คนที่ศึกษามาเยอะ แต่ยังไม่เคยลงสนามจริง มักจะลังเลกับข้อมูลที่เยอะเกินไป เพราะแต่ละคนก็มีแนวคิดของตัวเอง บางคนเน้น “นุ่มหนึบ” บางคนชอบ “แข็งกระด้าง” แล้วพอมาเจอศัพท์แสงสายแต่งรถเข้าไปอีก—สปริง, แหนบ, ก้อนรอง, แท่งแฮร์รี่พอตเตอร์ (อันนี้ฮาจริง 🤣)—มือใหม่ก็คงมึนไปเลย แต่สุดท้ายก็ต้องลองเองอยู่ดีอะเนอะ รถแต่ละคันใช้ไม่เหมือนกัน คนขับก็ชอบไม่เหมือนกัน คิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ หาแนวของตัวเองให้เจอ แล้วค่อย ๆ ปรับตามฟีลลิ่งของเราดีกว่าเนอะ การแต่งรถนี่เหมือนเป็นศาสตร์กึ่งไสยศาสตร์เลย ของแท้ก็มี ของหลอกก็เยอะ ของที่คนอื่นว่าเทพ แต่พอเราใส่แล้วกลับไม่เวิร์คก็มีอีกเพียบ บางคนต้องเจ็บตัวก่อนถึงจะเจอของที่ใช่จริงๆ แต่ประโยคปิดนี่แสบมาก! “รู้แล้วชี้ก็ดีนะ ไม่รู้ไม่ชี้ยิ่งดีใหญ่ ไม่รู้แล้วชี้เลวสิ้นดี” อันนี้โดนใจเลย มีคนประเภทนี้เยอะจริง พูดเหมือนรู้ แต่จริง ๆ ไม่มีข้อมูลอะไรเลย

คำตอบ:

ผมว่ามีหลากหลายเหตุผลมากมาย เพื่อฟิลลิ่งที่ต้องการ เพื่อมีไว้คุย รถเดิม ๆ ไม่ดีเหรอ มีทั้งดี ดีน้อย (คือโช้คเดิม ๆ ห่วย) แต่ผมพูดถึงรถที่โช้คเดิม ๆ มาใช้คำว่าพอดี หรือดีแล้ว แต่รถอะไรก็แล้วแต่ ดีมาก ๆ มาแล้ว ดียังไงคนใช้ก็พยายามหาข้อติ หาจุดบอดของมัน เช่น
(A) รถคันนี้ วิ่ง 170-180 ยังโยน ๆ อยากได้นิ่ง ๆ ก็หาเรื่อง เปลี่ยนโช้ค
(B) รถคันนี้ วิ่งเร็วดีไม่มีที่ติ ไม่มีอาการโยน แต่ความเร็วต่ำมันกะด้าง ก็เปลี่ยนโช้ค
(C) ความเร็วสูงต่ำ รวม ๆ ชอบหมด แต่รถมันสูงไปนิด อยากโหลด เปลี่ยนโช้ค
(D) แถมใส่เพื่อเอาไว้คุย
สมัยก่อนผมซื้อโช้คยี่ห้อนี้มา แข็งไป ก็เปลี่ยนอีกยี่ห้อ ไล่ไปทีละรุ่น ๆ ไม่มีตัวเลือกอะไรมากครับ ทุกวันนี้รื้อปรับโช้คเอง ทำใส่รถตัวเอง เดือนนี้ชอบแบบนี้ อีกเดือนอยากขับอีกแบบก็แก้เอา และได้ลองรถทุกวันแก้งานทุกวัน สารพัดปัญหาจากลูกค้า บางปัญหาก็ง่าย บางปัญหาก็ไม่มีทางแก้ (ปัญหาเกิดจากผู้ใช้)

คำตอบ:
เปลี่ยน ทำให้มุมทำงานดีขึ้น 2%-5% ซึ่งมีผลน้อยมาก ๆ ข้อนี้คนเขียนเอง ก็ตอบว่า ให้ไปลองขับ ว่ารถคันไหนใส่ หรือ ไม่ใส่ ไม่สามารถแยกออกได้ เช่น ถ้าเราอยากให้รถโคลงน้อยลง ปรับโช้คแข็งขึ้น 1 เบอร์ เห็นชัดว่าหายโคลงมากกว่า กันโคลงแข็ง = รถนิ่งขึ้น โช้คแข็งขึ้น = รถนิ่งขึ้น หลายคนถามผมว่า จำเป็นไหม ตอบ วิเคราะห์ตามงบในกะเป๋าเรา
คำตอบ:

เกิดจากน้ำมันเปลี่ยนค่าความหนืด จะหนืดน้อยลงเมื่ออายุงานมากขึ้น โช้คนุ่มลง แต่จากประสปการณ์หน้างาน สมมุติมี 10 คน จะบอกนุ่มย้วยลง 60% จะบอกแข็งกะด้างขึ้น 40% ทำไมถึงบอกไม่เหมือนกัน เพราะบางคนอยากนุ่มลง ก็ว่ามันแข็งขึ้น บางคนอยากขับนิ่ง ๆ แน่น ๆ ก็บอกมันย้วยลง จึงมีความจริงว่า เกิดจากโช้คส่วนนึง เกิดจากคนส่วนนึง เพราะบางคนขับจะสองแสนกิโลบอกว่าปรกติดี บางคน 3-4 หมื่นกิโล ก็มาเซอร์วิสแล้ว สุดท้ายทำเมื่อไหร่ดี เอาว่าตามกำลังทรัพย์ครับ เราจะอยากทำรถเมื่อทรัพย์พร้อมเสมอ

คำตอบ:

ปกติเป็นได้ครับ เป็นที่อาการเราตกหลุมนี่แหละครับ ขึ้นอยู่กับลักษณะของหลุม และความสัมพันธ์ความเร็ว อาการพวกนี้แก้ได้ 2 แบบ
1. ถ้าหลุมนั้นหลบไม่ได้ ก็ต้องใช้ทักษะการขับ คือ ประคองพวงมาลัย
2. หลบหลุมที่เรามองว่าอาจทำให้รถเสียอาการ แล้วแก้ที่รถช่วงล่างได้ไหม ได้ระดับหนึ่ง พอหลุมนั้น ๆ เกินขีดจำกัดของช่วงล่าง รถก็เต้นออกซ้ายขวาได้ แล้วรถที่ลูกหมากหลวม โช้คเสียอันนั้นก็อาการมากขึ้นอีกหน่อย

เราจะสร้าง"ฟิลลิ่งโช้คใหม่"
หลังพวงมาลัยเดิม

เราจะสร้าง"ฟิลลิ่งโช้คใหม่"
หลังพวงมาลัยเดิม

เราจะสร้าง
"ฟิลลิ่งโช้คใหม่"
หลังพวงมาลัยเดิม

รวมภาพของเรา